เอคินาเซีย
เอคินาเชีย เป็นไม้ประดับ มีดอกสีม่วงอมแดง สวยงามมาก มีสรรพคุณเป็นนสมุนไพรรักษาโรคในอเมริกา และยุโรปมานานนับ เกิน ศตวรรษ ในเยอรมัน เป็นสมุนไพรหลักทีนำมาใช้บำบัดการติดเชื้อน้อยๆในระบบทางเดินหายใจ เฉพมาะในเยอรมัน มีจำนวนใบสั่งยาให้กับผู้ป่วยเกิน 1.3 ล้านใบต่อปี ( สมุนไพรที่มีงานวิจัยรองรับ สามารถสั่งเป็นยาโดยแพทย์ ได้ในเยอรมันแต่ต้องมีบรรจุในทะเบียนยาสมุนไพรที่เรียกว่า คอมมิชชันอี )

การทำงานของเอคินาเชีย พบว่ามีสาร Phytochemical และ กรมไขมันอิสรระอีกหลายชนิด ที่มีประโยชน์ โดยช่วยกระตุ้นการทำงานในระบบของภูมิต้านทาน โดยเพิ่มการผลิตแอนตี้บอดี้ และเพิ่มกิจกรรมเม็ดเลือดขาวให้ต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ ประกอบด้วย เซลล์ ลิมโฟไซต์ ( ทำหน้าที่ต่อเชื้อไวรัส ) และเซลล์นักฆ่า ( โจมตีเนื้องอก ) และเซลล์แมคโครฟาจ ( กลืนกินแคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค ) ยังมีรายงานว่าดีในเชื้อราด้วย มีคนใช้ในโรคเชื้อราในช่องคลอดก็ยังมี แต่ที่ใช้มากที่สุดคือทางด้านผลดีต่อเชื้อหวัด และแพทย์ที่นั่นนำมาใช้ในโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคหลอดลมอักเสบ ติดเชื้อรา โดยให้เสริมกับยาปัจจุบัน บ้างไม่เสริมบ้างแล้วแต่ความรุนแรงในแต่ละกรณี และทำให้โรคเหล่านี้ดีขึ้น ปัจจุบันในต่างประเทศ เอคินาเชียได้มีใส่ในขนม ลูกอม น้ำหวาน และถ้าปริมาณเข้มข้นมากๆจะถูกจัดเป็นยา มีทำในรูปเป็นหยดน้ำให้เติมในน้ำผลไม้และทานเป็นยาก็มี และใช้กันทั่วไปได้ทั้งในหมู่เด็ก และผู้ใหญ่

การวิจัยทางการแพทย์ของประสิทธิภาพของเอคินาเชียมีมากมายเกิน 400 รายงาน ค้นในระบบอิเลคโทรนิคได้เกิน 100 รายงาน ตั้งแต่ปี 1973 เริ่มมีรายงานจากทีมวิจัยเยอรมัน ถึงผลการต้านไวรัส Antiviral acitivity ของ เอคินาเชีย ปี 1984 มีงานวิจัยว่าเพิ่มการทำงานของ เซลล์เม็ดเลือดขาวแมคโครฟาจให้ต่อต้าน เซลล์ เนื้องอก

ขณะที่งานวิจัยในด้านระบบภูมิคุ้มกันของเอคินาเชียมีมากขึ้นและไปในทางบวกและเป็นประโยชน์มากขึ้นประชาชนก็ใช้กันแพร่หลายมากขึ้น ก็มีงานวิจัยจำนวนมากที่พยายามจะพิสูจน์ให้ชัดเจนทางการแพทย์ว่ามันดีอย่างเด่นชัดต่อโรคหวัดจริงหรือไม่ โดยใช้วิธีการวิจัยที่ดีที่สุดในโลกคือ การวิจัยเชิงทดลอง ที่ปกปิดข้อมูลไม่ให้ทีมแพทย์ที่รักษาและผู้ป่วยรู้ว่าตนได้ยาอะไร การทดลองนี้คือ อาซีที ( RCT: Double - blind randomized controlled trial ) ที่มีชื่อเสียงคือลงใน วารสารการแพทย์ Am J Med ผลมีดังนี้ครับ นำคนไข้มา 109 คน เลือกที่เป็นหวัดบ่อยเกิน 3 ครั้งต่อปี มาทานยาปลอม และเอคินาเชีย พบว่ายาปลอม เป็นหวัด 74 % ส่วนกลุ่มเอคินาเชีย เป็นหวัด 65% จำนวนเฉลี่ยเป็นหวัด ในเอคินาเชีย 0.78 ส่วนยาปลอม 0.93 ครั้ง เมื่อเป็นแล้ว เอคินาเชียหายใน 4.5 วัน ส่วนยาปลอมหายใน 6.5 วัน ดูด้วยตาแล้วเอคินาเชียชนะในทุกทางแต่เมื่อเอาสถิติมาจับถือว่ายังไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ( ถ้าบอกว่าต่างกันจะมี่โอกาสผิดเกิน 5% ซึ่งทางสถิติสากลไม่ยอมรับ ) ดังนั้นจึงบอกว่าดีแท้จริงไม่ได้ ดังนั้นคุณหมอทั้งหลายจะเชื่อตามนี้นะครับ ดังนั้นถ้ามีคุณหมอบอกว่าการวิจัยไม่ชัดเจนว่าได้ผลก็อย่าไปว่าท่าน เพราะตามหลักการก็ต้องว่ากันตามนี้ การวิจัยทำนองนี้มีอีกหลายอันแต่ะละอันก็ทำนองนี้ คือดูๆแล้ว ดีกว่าแต่ไม่แจ้งชัดทางสถิติ วารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียงยอมรับได้อีกอัน คือ Pharmacology ได้สรุปไว้น่าสนใจว่า ตั้งแต่ 1961-1997 มี 12 รายงานที่สรุปชัดว่า เอคินาเชียดีในหวัดจริงๆ แต่รายงานเหล่านี้ ถือว่าไม่ชัดเจน ( unclear ) เพราะการออกแบบต่างๆกันไป ตั้งแต่ 1997 มีงานวินัยที่ดีอีก 5 รายงานที่เป็น RCT 3 รายงานว่าเอคินาเชียดีกว่า ทั้งลดความถี่ของการเป็นหวัด ลดเวลาเป็น และลดความรุนแรง อีก 2 รายงานว่าไม่ต่างกันไม่มีผลช่วยในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามถือว่า ไม่ชัดเจน unclear แต่ที่บอกได้คือมันปลอดภัย ( appear to be safe ) แต่ไม่ควรอ้างว่ารักษาหวัดได้

การวิเคราะที่ถือว่าสุดยอดในวงการแพทย์อันหนึ่งคือหน่วยงาน โคเคลน Cochrane data base ได้ตีพิมพ์ โดยวิเคราะห์ รายงานได้ 16 รายงานที่ถือว่าวิจัยดีเยี่ยม พบว่ามี 8 รายงานทางด้านการป้องกันติดเชื้อในทางหายใจส่วนบน ทำนองโรคหวัด ส่วน อีก 8 รายงานทางด้านการรักษา โดยตรง สรุปว่า ส่วนใหญ่ของงานวิจัย พบว่ามีผลดีจริง แต่ต้องถือว่าข้อมูลไม่พอที่แพทย์จะแนะนำเอคินาเชียในการรักษาหรือป้องกันหวัด ( Recommend for treatment ) เพราะไม่ชัดเจนพอ

ทั้งหมดของการวิจัยบอกอะไร บอกว่าดี ปลอดภัย แต่อย่าไปอ้างชัดๆนะว่าป้องกันได้ แพทย์ยังควรไม่แนะนำนะว่าป้องกันได้อย่างชัดเจน ดังนั้นสมุนไพรตัวนี้จึงยังไม่เป็นยาอย่างแท้จริงไงล่ะครับ และจึงเป็นทางเลือกของเรา อย่างไรก็ตามคนใช้กันแพร่หลายมาก ทังในทุกรูปแบบ และขนมสารพัดในเมืองนอก เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งก็มากเป็นล้านเลยแหละครับ ก็บอกว่าก็ไม่เสียหาย ที่จะเลือกทำนองนี้นะครับ แต่ใครจะไม่เลือกก็มีสิทธิเช่นกันครับ

ข้อควรระวัง หรือข้อห้าม

ข้อห้ามคือคนที่แพ้มัน เช่นทานแล้วคัน คลื่นไส้ ทำนองนี้ ข้อควรระวังไม่ควรทานในคนท้อง ซึ่งยา หรือสมุนไพร ทุกอย่างก็ไม่ควรทานในคนท้องอยู่แล้ว และไม่ควรทานในโรคเอดส์ และวัณโรค และโรค มัลติเปิ้ลเสครอโรสิส ( multiple sclerosis เป็นโรคทางระบบประสาทเช่นมี อัมพาต ตาบอด หายากมาก ๆ) หวังว่าทุกท่านคงรู้จักเอคินาเชียตามที่มันเป็นจริง
Home | Products | Articles | Webboard | Contact