เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก มีสองสายพันธุ์หลัก คือสายพันธ์ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า
Curcuma xanthorrhiza Roxb. และ Curcuma comosa จัดเป็นไม้ล้มลุกจำพวก
ขิงข่า ส่วนที่ใช้ทำเป็นยา คือ ราก ใช้แก้ท้องอืดเฟ้อ และที่ใช้กันมากคือส่วนที่เป็นหัว
หรือเหง้า

สรรพคุณตามตำรายาแผนโบราณ

สรรพคุณตามตำราแผนโบราณคือ ชักมดลูกให้เข้าอู่ แก้มดลูกพิการ แก้ปวดมดลูก แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไส้เลื่อน ปรุงยาแก้โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ แก้โรคมะเร็ง และฝีภายในต่าง ๆ

ข้อมูลการวิจัยที่สำคัญ

ว่านชักมดลูกมีสารสำคัญไม่ต่ำกว่า 50 ชนิด ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีงานวิจัย ได้แก่ การลดการอักเสบ โดยมีการใช้เป็นสมุนไพรท้องถิ่นในการแก้ปวด และโรคปวดข้อต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย ยับยั้งการสังเคราะห์กรดไขมัน ลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ในเลือดซึ่งสูง และลดโคเลสเตอรอลในตับของสัตว์ทดลอง ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ ยับยั้งการเป็นพิษต่อตับ เมื่อได้รับสารพิษ เช่น อเซตามิโนเฟน หรือคารบอนเตตร้าคลอไรด์ ต้านเชื้อรา ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด และ มีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งน้ำดี และยัง ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับของคน ( human hepatoma cells, HepG2 ) โดยยับยั้งการแบ่งตัว ( antiproliferative effect ) และทำให้เซลล์มะเร็งตับตายเป็นจุด ๆ ( apoptosis ) ได้

นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ยับยั้งและทำลาย เซลล์มะเร็งเต้านมของคน ( antiproliferative effect apoptosis to MCF7 cells ) ได้ด้วย เช่นเดียวกับขมิ้นชัน แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูกของคนโดยตรงได้อีกด้วย ( antiproliferative effect, apoptosis to cervical cancer cell line HeLa ) ความสามารถในการต่อต้านเซลล์มะเร็งของว่านชักมดลูกมีมากพอสมควร เพราะว่าลดการแพร่กระจายของมะเร็งในช่องท้องและมะเร็งปอดได้ แต่ยังเป็นการวิจัยในสัตว์ทดลอง

สำหรับรายงานการวิจัยว่านชักมดลูกในส่วนที่ตรงกับสรรพคุณยาไทยนั้น มีงานวิจัย วิทยานิพนธ์ โดยทดลองในหนู พบว่า สารสำคัญที่พบในว่านชักมดลูกบางชนิด สามารถออกฤทธิ์เสริมการเจริญของเยื่อบุผนังช่องคลอดให้มีผนังหนาขึ้น คล้ายกับได้รับฮอร์โมน เอสโตรเจน และยังมีผลต่อเยื่อบุมดลูกได้คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกด้วย ( โดยออกฤทธิ์ ที่ receptor เดียวกันกับของฮอร์โมนเอสโตรเจน ) ผู้วิจัยให้ความคิดเห็นว่า อาจจะสามารถใช้เป็นยาเพื่อทดแทนหรือเสริมฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่มีผลต่อมดลูกได้

สรุป วิธีการใช้ว่านชักมดลูก

ควรใช้เพื่อเป็นยารักษาให้ตรงอาการ เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดประจำเดือน หรือ สตรี หลังคลอดบุตร เพราะช่วยมดลูกให้เข้าอู่เร็วขึ้น ช่วยขับน้ำคาวปลา ถ้าจะรับประทาน เพื่อหวังผลในด้านอื่น เช่น บำรุงร่างกาย ลดความเสี่ยงมะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ควรมีการพักระยะ เหมือนยาคุมกำเนิด คือรับประทาน 20 วันเว้นแปดวัน เนื่องจากมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีในร่างกายและมีในยาคุมกำเนิดนั่นเอง แต่ว่านชักมดลูกไม่มีผลคุมกำเนิด ควรรับประทานตามที่กำหนด ไม่ควรรับประทานครั้งละมาก เพราะอาจเกิดประจำเดือนแปรปรวนมามากกว่าปกติได้ ในทำนองกลับกัน ถ้ารับประทานแล้วมีอาการประจำเดือนผิดปกติ หรือประจำเดือนแปรปรวนก็ควรหยุดรับประทาน

ข้อห้าม

เนื่องจาก ว่านชักมดลูก มีส่วนในการช่วยขับน้ำดี จึงไม่ควรรับประทาน ในผู้ที่ท่อน้ำดีอุดตัน หรือมีนิ่วในถุงน้ำดี และพบว่า เนื่องจากมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด แม้จะเป็นงานวิจัยในกระต่ายก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จึงไม่ควรรับประทานร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน และยาละลายลิ่มเลือด ทุกชนิด
Home | Products | Articles | Webboard | Contact